วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

วิชาพื้นฐานการสำรวจ

ในการสำรวจพื้นราบ  (plane  Surveying)  นักศึกษาจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิชาเราขาคณิต  ตรีโกณมิติ  ฟิสิกส์  ดาราศาสตร์  และคณิตศาสตร์ต่าง ๆ เกือบทุกเรื่อง  ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจการปรับแก้งานสำรวจและกฎ สูตรต่างๆ ทางการสำรวจ
                ในปัจจุบันเครื่องคำนวณหรือ  computer  เข้ามามีบทบาททางการสำรวจ  ซึ่งอาจจะมากกว่าสาขาวิชาอื่น ๆ มาฉะนั้นนักสำรวจหรือช่างสำรวจ  จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องคำนวณตั้งแต่เครื่องคิดเลขธรรมดา  Pocket  computer  และ Micro computer  รวมทั้ง Computer  ขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะต้องใช้เก็บข้อมูลต่างๆ รวมทั้งโปรแกรมการคำนวณ และการ Plot   รูป แผนที่ต่าง ๆ
2.4  หน่วยการวัดมุม
                หน่วยการวัดมุมมีหลายชนิด  ซึ่งกล้อง digital  Theodolite หรือ Electronic Thedolite  สามารถจะวัดได้ทุกระบบตามที่ต้องการ  หน่วยการวัดมุมมีดังนี้
                1.  SEXAGESIMAL SYSTEM  ระบบนี้เป็นระบบอังกฤษ คือ ระบบมุมมีหน่วยเป็นองศา  (Degree)  ลิปดา (Minute) พิลิปดา (Second) 1 มุมฉากมีค่าเท่ากับ  90  องศา
               
ถ้ามาตราส่วนขนาดกลางใช้แผนที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าแทนสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดมาตราส่วน 1: 50000 เช่นขนาดของแผนที่  12  × 18  ลิปดา  ก็จะใช้ขนาดมาตราส่วนที่โตกว่า เช่น 1: 2500
                การใช้กระดาษ   A 1 ถ้าขนาดของพื้นที่  10×20 กม. จะใช้มาตราส่วน 1: 2500  ถ้าขนาดของพื้นที่ 20 ×  40 กม. จะใช้มาตราส่วน 1: 50000 ๙งเป็นขนาดของแผนที่  40 × 80 ซม. และ
 60 × 84  ซม. ด้านยาวของแผนที่จะวางยาวในแนวออก ตก ได้ส่วนสัญลักษณ์ต่าง ๆ  จะหมายเหตุไว้ข้างล่าง
                บางมาตราส่วนจะใช้เนื้อที่ของแผนที่เท่ากับ  50 × 50 ซม.  :ซึ่งเท่ากับ มาตราส่วน 
1: 20000 จะคลุมพื้นที่  10 × 10 กม. ถ้าใช้ขนาดกระดาษให้เหมาะสมจะสามารถแทนพื้นที่ขนาด
 8 × 16 กม. ได้
  1.  มาตราส่วนแผนที่ที่ใช้ในงานต่าง ๆ
                  งานวิศวกรรมต่าง ๆ

ใช้ในงาน
มาตราส่วน
ใช้ในงาน
มาตราส่วน
การสำรวจเมือง






การสำรวจเพื่อ
การออกแบบ

1 : 50000
1  : 20000
1  : 10000
1  :  5000
1  :  2500

1 : 2500
1 : 2000
1 : 1250
1 : 1000
1 : 500
ผังบริเวณ
งานก่อสร้าง


งานเขียนแบบ


แบบขยายส่วนสำคัญ
1 : 1250
1 : 1000
1 : 500

1 : 200
1 : 100
1 : 50
1 : 20
1 : 10
1 : 5
1 : 1


2.  งานรังวัดที่ดิน  (กรมที่ดิน)
      แผนที่ระวางใช้มาตราส่วน 1/4000, 1/2000, 1/1000, 1/500
      มาตราส่วนในการสร้างต้นร่างแผนที่เฉพาะแปลง  ใช้มาตราส่วนตามเกณฑ์ดังนี้
 

เนื้อที่
มาตราส่วน
1 -  49             ตารางวาใช้
50 -  100         ตารางวาใช้
101 400       ตารางวาใช้
           1 5               ไร่ใช้
           5 -50                 ไร่ใช้
          50 250          ไร่ใช้
          250 1000       ไร่ใช้
          มากกว่า 1000    ไร่ใช้
1  :  125
1  :  250
1  :  500
1  :  1000
1  :  2000
1  :  4000
1  :  8000
1  :  16000  ขึ้นไป




3.   ลักษณะของงานสำรวจ  งานสำรวจจะแบ่งออกเป็น  3  ส่วนคือ
                1.  งานสนาม  (Field  work)
                2.  งานสำนักงาน  (Office  work)
          3.  การรักษาและปรับแก้เครื่องมือ  (Care  and  Adjustment of the Instrument)
             งานสนาม   เอกลักษณ์ของการสำรวจนี้จำเป็นจะต้องวัดค่าต่าง ๆ เช่น ระยะ  วัดมุม วัดหาความสูง เพราะฉะนั้น  ในงานสนาม  ผู้ที่เป็นช่างสำรวจจะต้องมีความรู้เรื่องการวัดอย่างแม่นยำและแน่นอน เพราะงานสนามหรืองานสำนักงานจะสมบูรณ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ หลายอย่างดังนี้
                1. วางแผนการกำหนดแบบสำรวจหรือแผนที่  เช่น ข้อกำหนดของการสำรวจ ระบบพิกัดที่ใช้  การเตรียมเครื่องมือเพื่อให้เหมาะกับงาน  หรือถูกต้องตามข้อกำหนด
                2. ระวังรักษาเครื่องมือโดยเฉพาะเวลาโยกย้ายในเวลาทำงาน  รวมทั้งการปรับแก้เครื่องมือให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
                3. กำหนดสถานที่จะทำ BM  หมุดรอบวง หมุดการสามเหลี่ยม ในสถานที่มั่นคง แข็งแรง มีสิ่งสำคัญเป็นจุดอ้างอิงเพื่อสะดวกในการค้นหา  เช่น สะพาน เจดีย์
                4. การกำหนดหมุดจะต้องกำหนดให้คลุมพื้นที่สำรวจให้ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นหมุดทางราบหรือทางดิ่ง
                5. จดหรือบันทึกค่ารังวัดต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง
                6. ทำการวัดมุม วัดระยะหรือส่องค่าระดับด้วยความระมัดระวัง
                7. ทำหารส่องดาวหรือดวงอาทิตย์   หรือใช้ Gyroattachment  เพื่อหาทิศเหนือจริง หรือใช้เครื่องมือหาพิกัดของหมุดแรกออกหรือเข้าบรรจบ เพื่อหาพิกัดฉาก และพิกัดภูมิศาสตร์
                8. ควรจะคำนวณตรวจสอบค่าต่าง ๆ ที่ได้ทำเสร็จแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่างานนี้ถูกต้องก่อนเข้ากรม
                9. การให้ระดับและให้แนวในการก่อสร้าง หรืองานวิศวกรรมทั่วไปจะต้องทำด้วยความแม่นยำทั้งการคำนวณและการส่องกล้อง ตลอดจนการตรวจสอบเขตกรรมสิทธิ์ก่อนการก่อสร้าง
                10. จะต้องแก้ไขแบบสำรวจ หรือสำรวจใหม่ เมื่อพบข้อผิดพลาดขึ้นซึ่งเรียกว่า Asbuilt  Survey

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

การสำรวจและทำแผนที่ (Surveying and Mapping)

การสำรวจ  ( Surveying)
                การสำรวจเป็นการหาตำแหน่งที่แน่นอนของจุดและความสัมพันธ์ของตำแหน่งของจุดที่อยู่บนหรืออยู่ใต้ผิวโลกหรืออยู่ในอวกาศ  โดยมีพิกัดกำกับ หรือเป็นการวัดระยะราบ  ระดิ่งระหว่างวัตถุหรือจุด การวัดมุมราบ มุมสูง การวัดระยะและทิศทาง  ของเส้นนั้น ค่าที่วัดได้จาการสำรวจจะนำมาคำนวณหาระยะจริง มุม ทิศทาง ตำแหน่ง ค่าระดับ  เนื้อที่ และปริมาตร  ค่าที่ได้จะนำไปสร้างเป็นแผนที่ได้หรือนำไปเขียนแบบสำรวจเพื่อกำหนดแบบแผนแม่บท  ใช้ในการออกแบบก่อสร้างและคำนวณราคา
                กาสำรวจแบ่งเป็นสาขาใหญ่ๆ ดังนี้
                1.  การสำรวจภาคพื้นดิน  (Earth  surface Surveying)  เป็นการสำรวจโดยใช้เครื่องมือสำรวจทั่วไป เช่น การสำรวจด้วยโซ่ (Chain  Surveying)  การสำรวจด้วยกล้อง Thcodolite  และเทปวัดระยะ การสำรวจด้วยกล้อง ETS (Electroic total station)  การหาทิศเหนือโดยใช้วิธีทางดาราศาสตร์ และ Gyoattachment หรือ Autogyroattachment  ถ้าใช้เครื่องรับดาวเทียมมหาทิศจะต้องตั้งห่างกันไกล ตามความละเอียดของเครื่องรับสัญญาญดาวเทียม (GPS Reciever)
                2.  การสำรวจทางอากาศ  (Aerial  Survey)  เป็นการสำรวจโดยการบินถ่ายรูปทางอากาศ ปัจจุบันได้พัฒนาไปใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิคส์ และรังสีอินฟราเรด หรือเรดาร์โดยใช้วิธีการ Scan  แล้วเก็บภาพไว้ในระบบเทปวีดีทัศน์นอกจากนั้นยังมีการสำรวจโดยใช้ระบบความเฉื่อย (Inertial Surveying) การสำรวจหาความสูงต่ำของพื้นที่ โดยการใช้เลเซอร์ติดตั้งบนเครื่องบิน (Airborne Laset Terrian Profiler) การหาความสูงและถ่ายภาพด้วยระบบเรดาร์  (Airborne Radar Profilet)
                3.  การสำรวจด้วยดาวเทียม (satellite Surveying)  การสำรวจด้วยดาวเทียมจะมีหลายอย่างเช่น  การใช้ดาวเทียมเพื่อการกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลก (Global Positioning System = Gps ) และการใช้ดาวเทียมถ่ายรูปผิวโลกโดยการสะแกนเหมือนกับใช้บนเครื่องบิน  ดาวเทียมที่ใช้ เช่น ดาวเทียม Landsat,Spot
                นอกจากนั้นยังใช้ดาวเทียมไปถ่ายภาพดาวเคราะห์ต่างๆ ถ้ามองเห็นพื้นผิวก็จะใช้ระบบอินฟาเรด ถ้ามองไม่เห็นเช่นดาวพระศุกร์ก็จะใช้ระบบเรดาร์เพื่อนำมาทำแผนที่  เราเรียกระบบนี้ว่า Satellite Photography และ C- and S-band radat system  การหาระยะเส้นฐานระยะไกล (Very long Baseline Intergerometry = VLBI)
                ปัจจุบันมีวิชาที่ต้องศึกษาการสำรวจด้วยดาวเทียมก็คือ  ยีออเดซี่ดาวเทียม  (Satellite Geodesy)
                4.  การสำรวจใต้ดิน  (Undetground  Survying)  เป็นการเจาะสำรวจเพื่อหาแร่ธาตุและทรัพยากรต่าง ๆ ปริมาณแร่หรือน้ำมันสำรอง  การสำรวจเพื่อการเจาะอุโมงค์ การสำรวจทางธรณีวิทยา  เพื่อหาโครงสร้างของเปลือกโลก ทั้งนี้การกำหนดตำแหน่งโดยทางการสำรวจจะมีความสำคัญต่อการสำรวจชนิดนี้เป็นอย่างมาก
                5.  การสำรวจทางสมุทรศาสตร์  เป็นการสำรวจหาความเร็วของกระแสน้ำ ทิศทางของกระแส การหาความสูงของท้องทะลเพื่อการเดินเรือ เพื่อทำแผนที่ทางทะเล   การหาอุณหภูมิของทะเลเพื่อใช้ประโยชน์ในการประมง
หลักการสำรวจทางภาคพื้นดิน   การกำหนดจุดในทางสำรวจนี้  จุดที่กำหนดขึ้นจะต้องมีควมสัมพันธ์กันโดยวัดออกจากจุดคงที่ที่ทราบค่าพิกัดหรือจุดที่กำหนดขึ้นอย่างน้อย  2 จุด
                 การสำรวจจะทำจากส่วนใหญ่ไปหาส่วนเล็ก  ตามขั้นของการสำรวจนั้นจะต้องทำการสำรวจขั้น Geodetic ก่อนแล้วจึงสำรวจแบบ Plane  survey  ซึ่งการสำรวจขั้น  Geocdetic  จะใช้เครื่องมือที่มีความละเอียด  วิธีการและข้อกำหนดที่ละเอียด  ส่วนมากจะเป็นการทำการสามเหลี่ยมซึ่งคลุมเนื้อที่ได้มาก  เป็นการสร้างจุดบังคับแผนที่ให้คลุมส่วนใหญ่ต่อจากการทำสามเหลี่ยมก็เป็นการทำวงรอบ  ซึ่งเป็นการกำหนดจุดบังคับคลุมพื้นที่ที่ต้องสำรวจขนาดเล็กลง

สำรวจระบบขนส่งทางการค้า ในจีนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ปัจจุบันการค้าชายแดนในแถบ ประเทศอินโดจีน ไทยมีการ ส่งออกสินค้าอย่างเป็นทางการตกปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่แนวโน้มที่ตัวเลขการส่งออกของไทยไปยังประเทศแถบนี้จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว มีความเป็นไปได้สูงมากในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากข้อตกลง การค้าเสรีไทย-จีนในปี 2553 จะมีการลดภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันหลายพันรายการเหลือ 5% เมื่อรวมกับการที่เส้นทางนอร์ท-เซาท์ (กรุงเทพฯ-เชียงของ-คุนหมิง) จะก่อสร้างเสร็จในปี 2551 และการเจรจาเรื่องกฎระเบียบสินค้าผ่านแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านน่าจะตกลงกันได้ในอนาคตอันใกล้นี้

จากความสำคัญในเรื่องดังกล่าวที่จะเป็นตัวผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยในอนาคต เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการส่งออกจึงได้จัดเสวนาเรื่อง "โลจิสติกส์ทางการค้าในจีนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น" มี รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ อาจารย์ประจำภาค วิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากร

โดย ดร.รุธิร์ พนมยงค์ ได้กล่าวในหัวข้อ "การศึกษาเพื่อพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ เส้นทางเศรษฐกิจนอร์ท-เซาท์ (กรุงเทพฯ- คุนหมิง)" ว่า การศึกษาโครงข่ายโลจิสติกส์ เส้นทางนี้ทางคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับการว่าจ้างศึกษาจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ในปี 2549 จำนวน 3 เส้นทาง คือ 1.เส้นทาง R 3 W เป็นเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงราย-แม่สาย-เชียงตุง-เมืองลา-ต้าลัว-จิ่นหง (เชียงรุ้ง) คุนหมิง 2.เส้นทาง R 3 E จากกรุงเทพฯ-เชียงราย-เชียงของ-ห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อเต็น-คุนหมิง และ 3.เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงราย-เชียงแสน-แม่น้ำโขง-จิ่นหง (เชียงรุ้ง) คุนหมิง และได้มีการเสนอผลการศึกษานี้ต่อคณะรัฐมนตรีไปเมื่อ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

นิยาม "คอร์ริดอร์" แบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ 1.ทรานสปอร์ต คอร์ริดอร์ (transport corridor) มีเพียงกิจกรรมการขนส่ง 2.มัลติโมเดิล คอร์ริดอร์ (multimodal transport corridor) กิจกรรมการขนส่งที่มีมากกว่า 1 รูปแบบ 3.โลจิสติกส์ คอร์ริดอร์ (logistics corridor) จะมีเรื่องกฎระเบียบ กิจกรรมสนับสนุนในด้านการค้า-ขนส่งให้ดีขึ้น และ 4.อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ (economic corridor) ซึ่งเป็นระดับที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นตามมา เช่น นิคมอุตสาหกรรมที่จะมีการจ้างแรงงานท้องถิ่นเกิดขึ้น เป็นต้น

ส่วนเรื่องการค้าชายแดน (border trade) การจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ กันทั้งที่อยู่ในประเทศเดียวกัน กลับมีปริมาณไม่เท่ากัน บอกข้อมูลไม่ตรงกัน และการค้าชายแดน ยังแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรก การค้าถูกกฎหมาย แบบที่ 2 การค้าชายแดนไม่ถูกกฎหมาย ผลการวิจัยการค้าชายแดนไม่ถูกกฎหมายมีปริมาณการค้าสูงกว่าถูกกฎหมายถึง 60%

ทางด้านการค้าชายแดนผ่านประเทศที่ 3 (transit trade) ผลการวิจัยมีความยุ่งยากมากขึ้น สินค้าที่ส่งจากเชียงรายไปคุนหมิงกับสินค้าที่ส่งจากคุนหมิงมาไทย ตัวเลขไม่ตรงกัน สาเหตุ อาจเป็นเพราะเขตการค้าเสรีไทย-สาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่ครอบคลุมถึงพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และมีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาเกี่ยวข้องด้วย

จากการสำรวจวิจัยโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละประเทศ ทีมวิจัยให้ความสำคัญกับ 1.การเชื่อมโยงเพื่อให้สินค้าไหลดีไม่ดีมากกว่า 2.ระเบียบ กฎเกณฑ์ 3.กลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (logistics services provider) 4.ผู้ส่งสินค้า (shipper) 5.การขนส่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง 6.เส้นทางที่ส่งสินค้าประจำ มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน บางคนใช้เวลาน้อย บางคนใช้เวลามาก เพราะมีปัจจัยการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ใครรู้จักใครที่ทำให้ส่งออกได้เร็ว ต้องเอาหลายคนมาสัมภาษณ์หาเรตติ้ง

หากพิจารณาต้นทุนแต่ละเส้นทางที่วิจัยสำรวจกันในปี 2006 พบว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นมากเมื่อข้ามพรมแดน มากกว่าต้นทุนค่าขนส่งและกระจายสินค้าเสียอีก โดยเส้นทาง R3 W จากไทยผ่านพม่าไปจีนมีต้นทุนข้ามพรมแดนสูงถึง 271 เหรียญสหรัฐต่อตัน แยกเป็นต้นทุนฝั่งไทยที่แม่สาย 1% ท่าขี้เหล็ก 33% เมืองลา 15% และต้าลัวฝั่งจีน 51% ส่วนเส้นทาง R3 E จากไทยผ่านลาวไปจีนมีต้นทุนค่าข้ามพรมแดน 232 เหรียญสหรัฐต่อตัน แยกเป็นต้นทุนฝั่งไทยที่เชียงของ 2% ห้วยทราย 20% บ่อเต็น 18% และโมฮันฝั่งจีน 60% ขณะที่เส้นทางขนส่งสินค้าผ่านแม่น้ำโขงจากเชียงแสนผ่านพม่า-ลาว-จีนมีต้นทุนข้ามพรมแดนถึง 141.5 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ในเส้นทาง R3 W ต้นทุนข้ามพรมแดนคิดเป็น 58% ของต้นทุนทั้งหมด ที่เหลือ 42% เป็นต้นทุนขนส่งและกระจายสินค้า เส้นทาง R3 E ต้นทุนข้ามพรมแดนคิดเป็น 60% ของต้นทุนทั้งหมด ที่เหลือ 40% เป็นต้นทุนขนส่งและกระจายสินค้า

ส่วนเส้นทางล่องแม่น้ำโขงต้นทุนข้ามพรมแดนคิดเป็น 53% ของต้นทุนทั้งหมด ที่เหลือเป็นต้นทุนการขนส่งทางน้ำ 15% และต้นทุนขนส่งทางรถยนต์ 32%

ถ้ารวมต้นทุนทั้งหมดในการขนส่งสินค้า ผ่านเส้นทาง R3Wต้นทุนต่ำสุดอยู่ที่ 470 เหรียญสหรัฐต่อตัน เส้นทาง R3E ต้นทุนต่ำสุดที่ 392 เหรียญสหรัฐต่อตัน

และเส้นทางล่องแม่น้ำโขงต่ำสุด 270 เหรียญสหรัฐต่อตัน ระยะเวลาในการขนส่งถ้าล่องแม่น้ำโขงใช้เวลา 88 ชั่วโมง ผ่านพม่า 46 ชั่วโมง และผ่านลาว 51 ชั่วโมง เอกสารที่ใช้ในการส่งสินค้าจากจีนมาไทย 12 ชุด และจากไทยไปจีน 8 ชุด

สรุปแล้วทั้ง 3 เส้นทางจะอยู่ในระดับ 3 หรือ 1 ได้เพียงแค่นั้น อาทิ เส้นทางไทย-ลาว-จีนได้ระดับ 1 มีแค่กิจกรรมขนส่งเนื่องจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่เปิดมายังเคลื่อนย้ายสินค้าไม่ได้ เพราะกฎระเบียบยังไม่สามารถตกลงกันได้ ต้องพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานและกฎระเบียบกันต่อไป

การตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย

มีความเข้าใจมาช้านานแล้วว่าในบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน เคยมีชื่อเรียกว่า "สุวรรณภูมิ" ตามความเข้าใจของชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้า
ขายแถบนี้ แต่ปัญหาที่มักเป็นคำถามอยู่เสมอในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยก็คือ ดินแดนสุวรรณภูมิเป็นของชนชาติใด ชนชาติไทยมาจากไหนมาจากตอนใต้ของจีน หรือมีพัฒนาการมาจากดินแดนในประเทศไทยในปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้มักจะเป็นข้อสงสัยในประวัติศาสตร์ไทยอยู่ตลอดเวลา
      ในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นั้น ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้แบ่งช่วงสมัยของประวัติศาสตร์ออกอย่างกว้าง ๆ เป็น 2 สมัย ลายลักษณ์อักษรเป็นสำคัญ คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์คือช่วงระยะเวลาตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาและดำรงชีพโดยยึดถือหลักฐานที่เป็นตามธรรมชาติเช่นเดียวกับ สัตว์โลกอื่นๆต่อมามนุษย์บางกลุ่มสามารถปรับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นโดยการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ไฟ น้ำ หิน โลหะ ไม้ เป็นต้น มาใช้ประโยชน์ สร้างสมความเจริญและถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง จนสามารถพัฒนาเป็นสังคมเมือง การเรียนรู้เรื่องราวในยุคนี้ได้จากหลักฐานทางโบราณคดี เช่น โครงกระดูก เครื่องมือเครื่องใช้ และภาพศิลปะถ้ำต่าง ๆ สมัยประวัติศาสตร์ หมายถึง สมัยที่มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้บันทึกบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร ์ในช่วงยุคสมัยนี้ชัดเจนมากขึ้นโดยอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีสนับสนุน ช่วงสมัยนี้สามารถแบ่งย่อยได้ เช่น การตั้งเมืองหลวง การเปลี่ยนราชวงศ์ เป็นต้น

หลักฐานที่ใช้ในการศึกษาเรื่องราวของชนชาติไทย
      การศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมาของชนชาติไทยนั้น เราศึกษาได้จาก...
- หลักฐานที่เป็นลายลักษณอักษรเป็น ห์ลักฐานที่ปรากฏเป็นตัวอักษรบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับคนไทยในสมัยโบราณไว้ อาจจะปรากฏอยู่ตามฐานเจดีย์ กำแพงโบสถ ผนังถ้ำ แผ่นไม้ ใบลาน สมุดข่อย เช่น จารึกสุโขทัย จารึกมอญ เป็นต้น
- หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โครงกระดูกมนุษย์ พระพุทธรูป ร่องรอย

การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเป็นต้น นอกจากนี้การศึกษาประวัติศาสตร์อาจแบ่งหลักฐานได้อีก 2 ประเภท ดังนี้

- หลักฐานชั้นต้นหรือปฐมภูมิ หมายถึง บันทึกหรือคำบอกเล่าของผู้พบเห็นเหตุการณ์หรือผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ หรือผู้ร่วมสมัยกับเหตุการณ์ เช่น
บันทึก จดหมายเหตุ เป็นต้น
- หลักฐานชั้นรองหรือทุติยภูมิ หมายถึง ผลงานการค้นคว้าที่เขียนขึ้นหรือเรียบเรียงขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว โดยอาศัยหลักฐานชั้นต้นและเพิ่มเติมด้วย
ความคิดเห็น คำวินิจฉัย ตลอดจนเหตุผลอื่น ๆ ประกอบ เช่น พงศาวดาร ตำนาน คำให้การ เป็นต้น
      สำหรับการศึกษาเรื่องราวของชนชาติไทยนั้น นอกจากจะใช้หลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังจะต้องอาศัยหลักฐาน การวิเคราะห์ ประเมินคุณค่า การตีความ จากนักวิชาการในหลายสาขาวิชาด้วยกัน เช่น นักมานุษยวิทยา นักโบราณคดี นักภาษาศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ นักสังคมวิทยา นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้นเพื่อให้ข้อมูล ตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด

แนวความคิดเกี่ยวกับคนไทยมาจากไหน
      การศึกษาเกี่ยวกับที่มาของชนชาติไทยยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่และหาข้อยุติแน่นอนไม่ได้ แต่ข้อสันนิษฐานหรือแนวคิดต่าง ๆ ที่มีหลักฐานน่าเชื่อถือมีผล ให้การศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชนชาติไทยมีความชัดเจนมากขึ้น สรุปได้เป็น 5 แนวทาง ดังนี้
     1. แนวคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยอยู่บริเวณเอเชียกลาง
     แนวคิดนี้เกิดขึ้นหลัง พ.ศ. 2450 เป็นต้นมา โดยนักประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นต่างมีความเชื่อกันว่าแหล่งกำเนิดอารยธรรมของโลกมีจุดกำเนิดอยู่ทางแถบ เอเชียกลางใกล้ทะเลแคสเปียน ก่อนที่กระจายไปยังทิศทางต่าง ๆ ดร.วิลเลียม คลิฟตัน ดอดหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันได้นำความเชื่อนี้ไปกล่าวไว้ในงานเขียน เกี่ยวกับชนชาติไทยของเขาว่าพวกมุงซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษของคนไทยได้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาจากถิ่นกำเนิดของตนในเอเชียกลางมายังชายแดนด้าน ตะวันตกของจีน
      ขุนวิจิตรมาตรา ( สง่า กาญจนาคพันธ์ ) ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในหนังสือหลักไท ( พ.ศ. 2471 ) เชื่อว่าแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยอยู่บริเวณเทือกเขา ิอัลไตของเอเชียกลาง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพวกมองโกลด้วยกัน ภายหลังจึงได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานแถบบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง และแม่น้ำแยงซีต่อมาเมื่อถูกรุกราน จึงค่อย ๆ อพยพลงมาสู่สุวรรณภูมิต่อมาภายหลัง เมื่อมีการศึกษาทางด้านโบราณคดีและด้านภูมิศาสตร์ ทำให้แนว ความคิดนี้ไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไปเพราะทาง แถบบริเวณเทือกเขาอัลไตของเอเชียกลางนั้นเป็นเขตแห้งแล้ง อากาศมีความหนาวเย็น และถ้าอพยพโยกย้ายลงมาก็ต้องผ่านทะเลทรายที่กว้างใหญ่และทุรกันดารมาก จึงไม่เหมาะสำหรับจะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์
      2. แนวคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยอยู่บริเวณมณฑลเสฉวน
      เทเรียน เดอ ลา คูเปอรี ศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศส เจ้าของแนวความคิดที่เชื่อว่าความเป็น มาของคนไทยอยู่บริเวณมณฑลเสฉวนของจีนได้แสดงความ เห็นไว้ว่า คนเชื้อชาติไทยตั้งถิ่นฐานเป็นอาณาจักรอยู่ในดินแดนจีนมาก่อน เมื่อประมาณ 2,208 ปีก่อนคริสตกาล ชนชาติ " ไท"ได้ถูกระบุไว้ในรายงานสำรวจ ภูมิประเทศจีนในสมัยพระเจ้ายู้ จีนเรียกชนชาติไทยว่า "มุง" หรือ "ต้ามุง" ถิ่นที่อยู่ของคนไทยซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุจีนนี้อยู่ในเขตที่เป็นมณฑลเสฉวนปัจจุบัน      สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเสนอความเห็นไว้ว่า คนไทยน่าจะอยู่แถบดินแดนทิเบตต่อกับจีน ( มณฑลเสฉวนปัจจุบัน ) ราว พ.ศ. 500 ถูกจีนรุกรานจึงอพยพมาอยู่ที่ยูนนานทางตอนใต้ของจีน แล้วกระจายไปตั้งถิ่นฐานบริเวณเงี้ยว ฉาน สิบสองจุไท ล้านนา ล้านช้าง
     หลวงวิจิตรวาทการ ได้กล่าวถึงถิ่นกำเนิดของคนไทยไว้ว่า คนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในดินแดนซึ่งเป็นมณฑลเสฉวน ฮูเป อันฮุย และเกียงซีตอนกลางของ ประเทศจีนปัจจุบัน ก่อนที่จีนจะอพยพเข้ามา แล้วค่อย ๆ อพยพสู่มณฑลยูนนาน และแหลมอินโดจีนต่อมาภายหลังเมื่อมีการศึกษาค้นคว้าทางด้านมานุษยวิทยาและ ภาษาศาสตร์รวมทั้งการตรวจสอบหลักฐานจดหมายเหตุของจีนเป็นจำนวนมาก ปรากฏว่าสมมติฐานดังกล่าวไม่น่าจะเป็นไปได้ทำให้แนวความคิดที่ว่าคนไทยมี ีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณมณฑลเสฉวนของจีน ไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป
     3. แนวคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยอยู่บริเวณทางใต้ของจีน และทางตอนเหนือของภาคพื้น  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนบริเวณรัฐอัสสัมของอินเดีย
     อาร์ซิบอล อาร์ โคลฮูน นักสำรวจชาวอังกฤษ ได้เขียนรายงานการสำรวจที่ปรากฏอยู่ ในหนังสือชื่อ ไครเซ ซึ่งตีพิมพ์ในประเทศอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2428 ได้พบคนเชื้อชาติไทยในบริเวณภาคใต้ของจีนตั้งแต่กวางตุ้งไปจนถึงมัณฑะเลย์ในพม่า วูลแฟรม อีเบอร์ฮาด นักสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ชาวเยอรมันได้กล่าวว่า เผ่าไทยอยู่บริเวณมณฑลกวางตุ้ง ต่อมาชนเผ่าไทยได้อพยพเข้าสู่ยูนานและดินแดนในอ่าวตังเกี๋ย และได้มาสร้างอาณาจักรเทียนหรือแถน ที่ยูนนานซึ่งตรงกับสมัย ราชวงศ์ฮั่นของจีน เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ถังเผ่าไทยก็สถาปนาอาณาจักรน่านเจ้าขึ้นที่ยูนนาน
     วิลเลียม เจ. เก็ตนีย์ นักภาษาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับภาษาไทยในเวียดนามตอนเหนือ ลาว และจีนตอนใต้ ได้เสนอความเห็นไว้เมื่อ
พ.ศ. 2508 ว่า ถิ่นกำเนิดของภาษาไทยมิได้อยู่ทางมณฑลยูนนาน แต่อยู่ที่มณฑลทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนแถวเส้นเขตแดนระหว่างมณฑลกวางสีของจีนกับ เมืองเดียนเบียนฟูของเวียดนามตอนเหนือ
     เฟรเดอริค โมต ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีนได้ให้ทัศนะไว้นบทความที่เขียนขึ้นใน พ.ศ. 2507 ว่า หลักฐานประวัติศาสตร์จีนแม้จะไม่ระบุไว้อย่างชัดเจน เกี่ยวกับกำเนิดของชนชาติไทยว่าอยู่บริเวณใด แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีนใด ๆ ที่จะคัดค้านสมมติฐานที่ว่าถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย อยู่ในบริเวณตอนใต้ของจีนและบริเวณต่อเนื่องกับเขตแดนของเวียดนาม
     เจมส์ อาร์ แชมเบอร์เลน นักภาษาศาสตร์ กล่าวว่า "ถิ่นกำเนิดเริ่มแรกของชนชาติไทยนั้นน่าจะอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลเหนือปากแม่น้ำแยงซีตอนล่างเพราะเป็น วิถีชีวิตของกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยที่เพราะปลูกข้าวนาลุ่มมาแต่แรก ข้อมูลเกี่ยวกับคำศัพท์ของกล้าข้าว ประเภทต่าง ๆในภาษาไทยสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนที่พูดภาษา ไทยอาจเป็นคนกลุ่มแรกที่รู้จักเพาะปลูกข้าวนาลุ่ม
     พอล เบเนดิกต์์ นักภาษาศาสตร์และมนุษยวิทยาชาวอเมริกันได้เสนอว่า ถิ่นกำเนิดของกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยนั้นอยู่บริเวณทางตอนใต้ของจีน
      ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช กล่าวว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของจีนแถบมณฑลกวางตุ้ง กวางสี ต่อมาประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ชนเผ่าไทยจึงได้อพยพมาทางตะวันตก ตั้งแต่มณฑลเสฉวน เมืองเชียงตู ลงล่างเรื่อยมาจนเข้าเขตยูนนาน และลงมาทางใต้ผ่านสิบสองจุไทลงสู่ประเทศลาว
     จิตร ภูมิศักดิ์ เสนอทัศนะไว้ว่า คนเผ่าไทยอาศัยอยู่กระจัดกระจายในบริเวณทางตอนใต้ของจีน และบริเวณภาคเหนือของไทย ลาว เขมร พม่า และรัฐอัสสัมของอินเดีย แนวความเชื่อนี้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีหลักฐานในสาขาวิชาการต่าง ๆ ทั้งทางด้านภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา และอื่น ๆ มาสนับสนุนเป็นจำนวนมาก
    4. แนวความคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เป็นประเทศไทยใน ปัจจุบัน
     คอริช เวลส์ เป็นนักวิชาการตะวันตกคนแรกที่เสนอสมมติฐานว่า ถิ่นเดิมของชนชาติไทย อยู่บริเวณประเทศไทยปัจจุบัน โดยอาศัยหลักฐานจากกะโหลกศรีษะ ที่ขุดได้จากตำบลพงตึก จังหวัดกาญจนบุรีที่มีอายุราวต้นคริสต์ศตวรรษ ซึ่งเวลส์เห็นว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับกระโหลกศรีษะของคนไทยปัจจุบัน นายแพทย์สุด แสงวิเชียร ได้ทำการศึกษาโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินใหม่ 37 โครง ซึ่งพบบริเวณสองฝั่งแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าโครงกระดูกของ มนุษย์หินใหม่เหมือนกับโครงกระดูกของคนไทยปัจจุบันเกือบทุกอย่าง จึงสรุปว่าดินแดนไทยเมื่อครั้งอดีตน่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของบรรพบุรุษของคนไทยปัจจุบัน มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว
     ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโบราณคดี ได้เสนอว่า มีร่องรอยของผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่ยุคหินเก่าเรื่อยมาจนกระทั่งยุคหินกลาง หินใหม่ ยุคโลหะ และเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ โดยแต่ละยุคได้มีการสืบเนื่องทางวัฒนธรรมสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย แนวความคิดนี้มีนักวิชาการหลายท่านพยายามนำหลักฐานทาง ด้านโบราณคดีและเอกสารมาพิสูจน์ให้เห็นจริงว่าคนไทยน่าจะอยู่บริเวณนี้มาก่อน โดยไม่ได้อพยพมาจากดินแดนอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งแนวความคิดนี้ในปัจจุบัน ยังไม่ถือว่าเป็นข้อยุติ
     5. แนวความคิดที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยอยู่บริเวณคาบสมุทรอินโดจีนหรือ คาบสมุทรมลายูบริเวณหมู่เกาะชวา
     นายแพทย์สมศักดิ์ พันธุ์สมบุญ ได้ทำวิจัยทางด้านพันธุศาสตร์เกี่ยวกับหมู่เลือดลักษณะของ จำนวนยีน พบว่าหมู่เลือดของคนไทยคล้ายคลึงกับชาวเกาะชวา ที่อยู่ทางใต้มากกว่าคนจีนซึ่งอยู่ทางเหนือ รวมทั้งลักษณะและจำนวนของยีนระหว่างคนไทยกับคนจีนก็ไม่เหมือนกันด้วย
     ดร.ถาวร วัชราภัย ได้ทำวิจัยกลุ่มเลือดที่ทันสมัย สรุปได้ว่าไทยดำและผู้ไทยมีลักษณะเลือดใกล้เคียงกับชาวจีน แต่ไม่ใกล้เคียงกับชาวมาเลย์ แต่ชาวมาเลย์มี ลักษณะเลือดใกล้เคียงกับชาวเขมร ขากรรไกรและฟันก็ได้ผลเช่นเดียวกัน ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้ทำผลงานการวิจัยเรื่องฮีโมโกลบิน อี พบว่า ฮีโมโกลบิน อี มีมากในผู้คนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ไทย ลาว เขมร พม่า มอญ และอื่น ๆ คนจีนเกือบไม่มีอยู่เลย แต่ปัจจุบันนี้ได้เลิกใช้ฮีโมโกลบิน อี เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากลุ่มใดมีบรรพบุรุษร่วมกับกลุ่มใด เพราะมีการพิสูจน์ได้ว่าดินแดนที่มีฮีโมโกลบิน อี มาก คือดินแดนที่มีไข้มาลาเรียมาก แนวความคิดนี้ปัจจุบัน ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดและยังไม่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางนัก

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างไร

จากความหมายและขอบข่ายที่สำคัญของวิชาภูมิศาสตร์ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า  ภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่มีพื้นฐานมาจากการสร้างองค์ความรู้ที่ต้องอาศัยความเป็นเหตุเป็นผลระหว่างกัน เพื่อนำความรู้ดังกล่าวมาใช้อธิบายถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างธรรมชาติ  มนุษย์  และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น  เพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  จึงต้องอาศัยการนำความรู้ในสาขาวิชาต่างๆมาประกอบเพื่อสร้างเหตุและผลในการสืบค้นจนได้รับคำตอบที่สามารถพิสูจน์ได้  ดังนั้นธรรมชาติและเนื้อหาของวิชาภูมิศาสตร์ถือได้ว่า  เป็นวิชาที่เกิดจาการสังเคราะห์ความรู้ที่มาจากความสัมพันธ์ของประกฎการณ์ที่เกี่ยวข้องระหว่างสิ่งแวดล้อมและมนุษย์
                พื้นฐานการเกิดองค์ความรู้ของวิชาภูมิศาสตร์ที่กล่าวมา   สามารถวิเคราะห์ความสำคัญของวิชาภูมิศาสตร์ได้  2  ลักษณะ  ได้แก่  ความสำคัญของศาสตร์ในแง่ของการสร้างคุณลักษณะที่ดีให้เกิดแก่ผู้เรียน  และความสำคัญขอศาสตร์ในแง่ของการนำไปใช้ประโยชน์ในสภาพปัจจุบัน
1. ความสำคัญขอศาสตร์ในแง่ของการสร้างคุณลักษณะที่ดีให้เกิดแก่ผู้เรียน
                การที่วิชาภูมิศาสตร์มีเนื้อหาที่บรรยายและอธิบายภูมิทัศน์ของโลก  เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์  นอกจากผู้เรียนจะได้เรียนรู้ในเนื้อหาของวิชาแล้ว  การใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ต่างๆรวมไปถึงการได้ศึกษาในแหล่งเรียนรู้ที่นำมาใช้ประกอบการศึกษาก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่มีความสำคัญต่อผู้เรียน  และในส่วนของผู้เรียนเองจะต้องรู้จักที่จะฝึกทักษะของกระบวนการคิดให้เกิดขึ้น  โดยรู้จักการสร้างจินตนาการหรือสร้างมโนภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กำลังศึกษาร่วมไปด้วย  การดำเนินการด้วยวิธีการดังกล่าวจะช่วยให้การเรียนรู้บรรลุผลและนำไปสู่การศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง
                วิธีการเรียนรู้ของวิชาภูมิศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น   ถือว่าเป็นทักษะและกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้องและมีความสำคัญ  และหากผู้เรียนได้ศึกษาวิชาภูมิศาสตร์โดยสมบูรณ์โดยพบว่าผู้เรียนจะมีคุณลักษณะที่ดี  ดังนี้
                1.  เป็นผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจในข้อเท็จจริงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และธรรมชาติแวดล้อมว่ามีความสัมพันธ์ที่สำคัญต่อกันอย่างไรบ้าง
                ผู้เรียนจะเกอดคุณลักษณะในข้อดังกล่าวนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในพื้นฐานของวิชาภูมิศาสตร์ในทั้งสองสาขา  ซึ่งความรู้ในแต่ละสาขาสามารถนำมาใช้ตอบคำถามเพื่อนำไปสู่ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องอ่างสมบูรณ์และถูกต้อง
          ตัวอย่างเช่น  ประเด็นข้อสงสัยที่ว่า  เหตุใดพืชพรรณในแต่ละภูมิภาคจึงมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันหรือสภาพทางภูมิศาสตร์ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของคนเราอย่างไร
                จากตัวอย่างประเด็นข้อสงสัยทั้งสองกรณีดังกล่าว  ผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้ในสาขา ภูมิศาสตร์พืชที่มีแนวคิดสำคัญที่ว่าสภาพทางภูมิศาสตร์มีความเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อลักษณะของพืชพรรณมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการสร้างคำตอบในประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวนอกจากนี้ยังสามารุเชื่อมโยงความรู้ไปสู่ภูมิศาสตร์สาขาอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นสาขาภูมิศาสตร์ดินที่บ่งบอกลักษณะธรรมชาติของดินที่กระจายอยู่ในบริเวณต่างๆของโลก  ซึ่งดินแต่ละชนิด  แต่ละลักษณะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชพรรณในแต่ละชนิด  หรือความรู้ในสาขาภูมิศาสตร์ชีวะ  จะให้ความรู้และความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับหลักการที่ว่าพืชพรรณแต่ละชนิดมีวิวัฒนาการในการปรับปรุงสายพันธุ์ให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศที่พืชพรรณนั่นๆขึ้นอยู่ หรือความรู้ในสาขาอุตุนิยมวิทยา และสาขาอากาศวิทยาสามารถให้ความรู้ที่ว่า  สภาพดินฟ้าอากาศมีอิทธิพลต่อพืชพรรณแต่ละชนิด  และแต่ละภูมิภาค  และเมื่อวิเคราะห์ประเด็นข้อสงสัยที่สอง  ผู้เรียนสามารถที่จะนำองค์ความรู้ในสาขาวิชาภูมิศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน  ที่บ่งขี้ให้ผู้เรียนเกิดความรู้และเช้าใจในหลักการที่ว่า ลักษณะภูมิประเทศเป็นส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์  หรือใช้ความรู้ในสาขาวิชาภูมิศาสตร์ประชากรที่ให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะการย้ายถิ่น การตั้งถิ่นฐานมาใช้เป็นแนวทางในการตอบประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวได้
                จากตัวอย่างที่กล่าวมา  ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  การศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ในสาชาต่างๆสามารถที่จะส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีให้แก่ผู้เรียน  โดยเฉพาะการสร้างความรู้  ความเขช้าใจที่จะนำไปสู่ข้อเท็จจริงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์  และธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
                2. เป็นผู้มีทักษะในการนำความรู้ทางภูมิศาสตร์ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาทำความเข้าใจ  และสามารถอธิบายหรือคาดการณ์  และเสนอแนะวิธีหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาความรุนแรงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้
                นอกเหนือจากการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระกว่างมนุษย์กับสิ่งแวดบ้อมทางกายภาพแล้ว  วิชาภูมิศาสตร์ยังมีเป้าหมายาที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นำความรู้  ความเข้าใจดังกล่าวไปใช้เป็นพื้นฐาน  และเป็นแนวทางในการนำมาใช้ศึกษาค้นคว้าความรู้ต่างๆจนสามารถนำความรู้เหล่านั่นมาใช้อธิบายเกี่ยวกับกระบวนการ  ตลอดจนผลกระทบมีความสัมพันธ์กบปรากฏการณ์ทางธรรมชิตที่เกิดขึ้น  ซึ่งถือว่าเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่วิชาภูมิศาสตร์มุ่งให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน
                เพื่อให้นักเรียนมองเห็นภาพรวามของความสำคัญของวิชาภูมิศาสตร์ต่อการนำความรู้ในแต่ละสาขามาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างคุณลักษณะที่ดีให้ข้อนี้ให้เกิดขึ้น  ขอยกตัวอ่างประเด็นหัวข้อที่เชื่อมโยงความรู้ในวิขาภูมิศาสตร์สาขาต่างๆมาใช้เป็นนาวทางประกอบการศึกษา  และนำมาใช้อธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น
                ตัวอย่างเช่น  หัวข้อเพื่อการเชื่อมโยงแนวคิด  คือ  ธรณีพิพัติภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ : การเกิดผลกระทบและแนวทางในการเนินการ จากตัวอย่างในหัวข้อข้างต้น กล่าวได้ว่า วิชาภูมิศาสตร์หลายสาขาสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และอธิบายในหัวข้อดังกล่าวได้ เช่น
                ความรู้ในสาขาวิชาธรณีวิทยาเบื้องต้น  จะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานโครงสร้างของเปลือกโลก  ซึ่งความรู้ดังกล่าวจะนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการในการเกิดแผ่นดินไหว  หรือปรากฏการณ์ต่างๆรวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกิดธรณพิบัติภัย  ผลกระทบและแนวทางในการดำเนินการเมื่อเกิดเหตึการณ์ที่สืบเนื่องขึ้น  หรือความรู้ในสาขาอุทกภูมิศาสตร์  จะช่วยให้ผู้เยนเข้าใจและทราบถึงกระบวนการ  ลักษณะของการเกิดปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำและกระแสน้ำ  ซึ่งเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงไปสู่การอธิบายการเคลื่อนที่ของคลื่นสึนามิต่อไป  หรือสาขาวิชาภูมิศาสตร์ภายภาพ  นอกจากจะให้ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติแวดล้อมแล้ว  ยังเป็นพื้นฐานที่ชี้ให้เห็นแนวคิดที่เกี่ยวเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกที่มนุษย์จะต้องพยายามปรับตัวหรือสร้างแนวทางในการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมให้สามารถเอื้อต่อการดำรงอยู่หรืออยู่อาศัย  ดังนั้นการคิดต้นหาแนวทางและวิธีการเตือนภัยเพื่อป้องกันผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ  จึงถือว่าเป็นการปรับตัวของเราเพื่อให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้
                จากตัวอย่างสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่กล่าวมาชี้ให้เห็นได้ว่า  วิชาภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์ที่สามารถสร้างคุณลักษณะที่ดีตามที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น
                3. เป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเหมาะสมและเห็นความสำคัญของการรักษาสภาพแวดบ้อมทั้งในระดับชุมชน  ระดับประเทศ  และระดับโลก
                โดยทั่วไปการเกิดทัศนคติและค่านิยมที่ดีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่จะเกิดขึ้นกับบุคคล  ย่อมจะต้องอาศัยพื้นฐานจากการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จนเกิดเป็นความตระหนักในความสำคัญต่อสิ่งนั่นหรือเรื่องนั้นโดยเฉพาะขึ้น การมีทัศนคติและค่านิยมที่ดีที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์  คลอดจนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  เป็นคุณลักษณะที่ดีอีกประการหนึ่งของผู้เรียนวิชาภูมิศาสตร์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ประกอบด้วยหลักการและวิธีการในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วยคามระมัดระวัง  และขาดความระมัดระวัง  ซึ่งความรู้ความเข้าใจดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดทัศนคติและค่านิยมที่ดีต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
                จากตัวอย่างที่กล่าวมาชี้ให้เห็นว่า วิชาภูมิศาสตร์มีความสำคัญ  และส่งผลต่อการสร้างคุณลักษณะที่ดีดังกล่าวให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนได้อย่างชัดเจน
2. ความสำคัญของศาสตร์ในแง่ของการนำไปใช้ประโยชน์ในสภาพปัจจุบัน
                ในระยะเริ่มต้นของการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์  นักภูมิศาสตร์ศึกษาลักษณะเฉพาะของสถานที่ต่างๆในโลกอย่างคร่าวๆซึ่งข้อมูลที่ได้อาจไม่มีความละเอียดชัดเจนมากนัก  แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าของวิทยาการอที่เอื้อต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการศึกษา  ส่งผลให้นักภูมิศาสตร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการศึกษา  จากการศึกษาลักษณะพื้นที่อย่างคร่าวๆมาสู่การศึกษาเฉพาะเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ  ซึ่งได้ได้ว่าเป็นวิธีการสร้างความเช้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่  นอกจากนี้หากพิจารณาเป้าหมายในการศึกษาของวิชาภูมิศาสตร์ก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม   จาการสามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น  รวมไปถึงวิธีการแก้ปัญหาตลอดจนการวางแผนในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการ
                จากรูปแบบวิธีการและเป้าหมายของวิชาภูมิศาสตร์ที่กล่าวมา  เมื่อวิเคราะห์ความสำคัญในการนำหลักการทางภูมิศาสตร์มาใช้ประโยชน์ในสภาพปัจจุบัน จะพบว่าวิชาภูมิศาสตร์นำมาใช้ทั้งในกระบวนการทางด้านสังคมศาสตร์และทางด้านวิทยาศาสตร์  โดยครอบคลุมการดำเนินการที่สำคัญใน2ลักษณะ ประกอบด้วย การน้ำมาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์

ลักษณทางภูมิศาสตร์

ลักษณทางภูมิศาสตร์
ภูมิประเทศ