วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

ขอบข่ายของวิชาภูมศาสตร์

เมื่อพิจารณาจากการประมวลความหมายของภูมิศาสตร์ข้างต้นจะเห็นได้ว่า  วิชาภูมิศาสตร์เป็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่รอบตัวของมนุษย์และตัวของมนุษย์เอง  การศึกษาดังกล่าวก่อให้เกิดพื้นฐานการแบ่งตามระบบเนื้อหาวิชาในวิชาภูมิศาสตร์ (physical geography) และ ภูมิศาสตร์มนุษย์(human geography)­โดยแต่ละสาขามีเป้าหมายและขอบข่ายในการศึกษาที่แตกต่างกันดังนี้
1. ภูมิศาสตร์กายภาพ  เป็นการศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับลักษณะและการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่แวดล้อมตัวมนุษย์  เช่น  ลักษณะภูมิประเทศ  ลักษณะภูมิอากาศ  ทรัพยากรธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก เป็นต้น
2. ภูมิศาสตร์มนุษย์  เป็นการศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของมนุษย์  หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น  เช่น  การประกอบอาชีพ  การตั้งถิ่นฐาน  เป็นต้น
                ซึ่งขอบข่ายทั้งสองของวิชาภูมิศาสตร์ที่กล่าวมา  ยังมีองค์ความรู้สาขาต่างๆ แบ่งออกเป็นสาขาย่อยๆได้อีกหลายมาก ดังนี้
                ตัวอย่างของรายวิชาภูมิศาสตร์ที่จัดตามระบบเนื้อหาวิชา  และความสัมพันธ์กับองค์ความรู้ในสาขาภูมิศาสตร์กายภาพ  ประกอบด้วย
                1. ภูมิศาสตร์ดิน (soil geography) คือ  วิชาที่ศึกษาถึงลักษณะธรรมชาติและการกระจายของดินต่างๆในโลก
                2. ภูมิศาสตร์พืช (phytogeography or plant geography) คือ วิชาที่ศึกษาพืชพรรณในถิ่นต่างๆของโลก  โดยพิจารณาสภาพภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องหรือมีผลต่อพืชนั้นๆ
                3. ภูมิศาสตร์สัตว์ (zoogeography) คือ  วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ใน  ปัจจุบันมีแนวการศึกษาเป็น  2  ทาง  คือ  ทางภูมิภาค  และทางประวัติความเป็นมาของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในถิ่นต่างๆของโลก  นักภูมิศาสตร์สาขานี้จำเป็นต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับวิชาสัตววิทยา  ชีววิทยา  และวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นรากฐานวิชาภูมิศาสตร์สัตว์
                4. ภูมิศาสตร์แร่ (mineral geography)  คือ  วิชาที่ศึกษาแร่และหินในภูมิภาคต่างๆของโลก
                5. ธรณีวิทยาเบื้องต้น (introduction to geography)  คือ  วิชาที่ศึกษาประวัติและลักษณะโครงสร้างของเปลือกโลก  หินประเภทต่างๆ  ซึ่งประกอบเป็นเปลือกโลก  คุณสมบัติของหิน  และยุคทางธรณีวิทยา
                6. ธรณีวิทยาทั่วไป  (general geography)  คือ วิชาที่ศึกษาถึงธรณีกายภาพ  แร่งธาตุ  หิน  และธรณีโครงสร้าง
                7. ธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphology) คือ  วิชาที่ศึกษาโครงสร้างและลักษณะกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง  และวิวัฒนาการของภูมิลักษณ์  ทฤษฎีที่อธิบายลักษณะการเปลี่ยนแปลงภูมิลักษณ์
                8. อุตุนิยมวิทยา (meterology)  คือ  วิชาที่ศึกษาสภาพลักษณะของบรรยากาศที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลก  เช่น  การพยากรณ์อากาศ  ซึ่งมีผลกระทบต่อการคมนาคมขนส่งการเกษตร  และการทหาร
                9. ภูมิอากาศวิทยา (climatology) คือ วิชาที่ศึกษากระบวนการของพลังงานจากดวงอาทิตย์  อุณหภูมิ  ความกดอากาศ  และความชื้น  ลักษณะและการกระจายของภูมิอากาศ  ความรู้เกี่ยวกับแผนที่รายงานอากาศ   การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอากาศ  รวมทั้งอิทธิพลของภูมิอากาศที่มีต่อกิจกรรมทางสังคม
                10. อุทกภูมิศาสตร์ (hydrogeography)  คือ  วิชาที่ศึกษาน้ำบนพื้นโลก  การหมุนเวียนและปัญหาที่เกิดขึ้นจากน้ำ  รวมทั้งด้านสมุทรศาสตร์ (oceanography) ที่ศึกษาเกี่ยวกับทะเล  และมหาสมุทรอย่างละเอียด
                11. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  (conservation of nutural resources) คือ วิชาที่ศึกษาถึงแหล่งและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  โดยเน้นถึงผลอันเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรที่ขาดความระมัดระวัง  การศึกษาถึงหลักเกณฑ์และมาตรการต่างๆ ของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้น
                12. ภูมิศาสตร์ชีวะ (biogeography)  คือ  วิชาที่ศึกษาภาวะสำคัญทางภูมิศาสตร์  พืชและสัตว์  โดยเฉพาะในทางลักษณะหน้าที่  การกระจาย  การจัดตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม
                นอกจากนี้ยังมีการศึกษาถึงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทางภูมิศาสตร์  วิธีการสถิติทางภูมิศาสตร์  และเทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์

ตัวอย่างรายวิชาวิชาภูมิศาสตร์ที่จัดตามระบบเนื้อหาวิชาและความสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์มนุษย์  ประกอบด้วย
                1. ภูมิศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน (settlement geography)  คือ  วิชาที่ศึกษาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในถิ่นต่างๆ ของโลก  โดยพิจารณาว่าการตั้งถิ่นฐานนั้นเกี่ยวข้องหรือเป็นผลเกี่ยวกับสภาพทางภูมิศาสตร์อย่างไร
                2. ภูมิศาสตร์เมือง (urban geography)  คือ  วิชาที่ศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับเมือง  และโครงสร้างของเมือง  ปัญหาพื้นฐานของเมือง  และการแก้ปัญหาของเมือง
                3. ภูมิศาสตร์การเมือง (political geography)  คือ  วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับเมืองอย่างมีหลักเกณฑ์  โดยพิจารณาสภาพภูมิศาสตร์เกี่ยวกับรัฐ  อำนาจทางการเมือง  และปัจจัยต่างๆ  วัฒนาธรรมเศรษฐกิจที่มีต่อรัฐ  รวมทั้งวิเคราะห์และเหตุการณ์ทางการเมืองของโลกปัจจุบัน
                4. ภูมิศาสตร์ชนบท (rural geography) คือ  วิชาที่ศึกษาถึงสภาพและโครงสร้างชนบท  เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชากรในชนบท  และการแก้ปัญหาชนบท
                5. ภูมิศาสตร์ประชากร (population geography)  คือ  วิชาที่ศึกษาประชากรของโลก  การกระจาย  ความหนาแน่น  การย้ายถิ่น  การตั้งถิ่นฐาน  ลักษณะของประชากรทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
                6. ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม (cultural geography) คือ  วิชาที่ศึกษาด้านวัฒนธรรมเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบ  การดำรงชีวิตของมนุษย์ในเขตต่างๆของโลก  เช่น  การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม  การใช้ที่ดิน
                7. ภูมิศาสตร์เชิงประวัติ (historical geography) คือ  วิชาที่ศึกษาประวัติการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ของดินแดนต่างๆในโลก  เช่น  ที่ตั้ง  ความเป็นอยู่ของประชากร
                8. ภูมิศาสตร์การแพทย์  (medical geography) คือ  วิชาที่ศึกษาถึงการกระจายของโรคภัยต่างๆในโลก  พร้อมทั้งเหตุผลทางภูมิศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อโรคภัยไข้เจ็บนั้นๆ
                9. ภูมิศาสตร์มนุษย์และสิ่งแวดล้อม (geography of man and environment) คือ วิชาที่ศึกษาถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของมนุษย์และการใช้ทรัพยากร  เน้นการศึกษาภาวการณ์เศรษฐกิจ  สังคมการเมือง  วัฒนธรรม  และภาวะแวดล้อมในสังคม
                10. ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ  (economic geography)  คือ  วิชาที่ศึกษาทรัพยากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก  โดยวิเคราะห์ปัญหาทางธรรมชาติ  และปัจจัยทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของดินแดนต่างๆ  ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจยังเน้นเรื่องการผลิต  การค้าระหว่างประเทศ  อุตสาหกรรม  การขนส่ง  การเพาะปลูกในภูมิภาคต่างๆ  ปัญหาค่าจ้างแรงงาน  แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ  การใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ
                จากตัวอย่างของรายวิชาภูมิศาสตร์  ซึ่งจัดอยู่ในขอบข่ายเบื้องต้นของวิชาภูมิศาสตร์ดังกล่าว  สรุปได้ว่า  ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ สิ่งต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติ สิ่งต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น และตัวของมนุษย์เอง

พัฒนาการทางภูมิศาสตร์

ภูมิศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่เก่าแก่แขนงหนึ่ง  แต่เดิมการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์เป็นการบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิทัศน์บนโลก  ต่อมาวิชาภูมิศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม  ซึ่งเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคนั้นๆ  นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการน้ำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงเรื่องใด
การทำความเข้าใจในประเด็นที่ว่า  ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงเรื่องใดนั้น  ควรศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องใน 2 ประเด็นหลักที่สำคัญ คือ ความหมายหรือคำจำกัดความของภูมิศาสตร์ และ ขอบข่ายของสาขาวิชา
การศึกษาความหมายหรือคำจำกัดความของศาสตร์นั้นๆ  จะช่วยให้ผู้ที่ศึกษามองเห็นแนวทางใจการศึกษา ส่วนการศึกษาขอบข่ายของสาขาวิชาจะช่วยให้เข้าใจความเชื่อมโยงในองค์ประกอบของความรู้ที่นำมาใช้สำหรับศึกษาความหมายและขอบข่ายของวิชาภูมิศาสตร์ที่นักเรียนควรทำความเข้าใจ  มีดังนี้
1. ความหมายของภูมิศาสตร์
เมื่อพิจารณาจากรูปศัพท์ของภูมิศาสตร์ที่ใช้ว่า geography คำนี้มาจากคำว่า geographia ในภาษากรีกซึ่งหมายถึง  การบรรยายถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโลก
นอกจากความหมายจากรูปศัพท์ข้างต้นแล้ว  ยังมีผู้ให้ความหมายของศาสตร์ภูมิศาสตร์ไว้หลายแนวทาง  เช่น
-          ภาพของโลกที่เรามองเห็น
-          ภาพความสัมพันธ์ทางธรรมชาติมนุษย์และวัฒนธรรมรูปแบบต่างๆ
-          การศึกษาที่ว่าด้วยการบรรยายและอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
-          วิชาที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติกับทางสังคมที่ปรากฏอยู่ในดินแดนต่างๆของโลก

2. ขอบข่ายของวิชาภูมศาสตร์
เมื่อพิจารณาจากการประมวลความหมายของภูมิศาสตร์ข้างต้นจะเห็นได้ว่า  วิชาภูมิศาสตร์เป็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่รอบตัวของมนุษย์และตัวของมนุษย์เอง  การศึกษาดังกล่าวก่อให้เกิดพื้นฐานการแบ่งตามระบบเนื้อหาวิชาในวิชาภูมิศาสตร์ (physical geography) และ ภูมิศาสตร์มนุษย์(human geography)­โดยแต่ละสาขามีเป้าหมายและขอบข่ายในการศึกษาที่แตกต่างกันดังนี้
1. ภูมิศาสตร์กายภาพ  เป็นการศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับลักษณะและการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่แวดล้อมตัวมนุษย์  เช่น  ลักษณะภูมิประเทศ  ลักษณะภูมิอากาศ  ทรัพยากรธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก เป็นต้น
2. ภูมิศาสตร์มนุษย์  เป็นการศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของมนุษย์  หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น  เช่น  การประกอบอาชีพ  การตั้งถิ่นฐาน  เป็นต้น
                ซึ่งขอบข่ายทั้งสองของวิชาภูมิศาสตร์ที่กล่าวมา  ยังมีองค์ความรู้สาขาต่างๆ แบ่งออกเป็นสาขาย่อยๆได้อีกหลายมาก ดังนี้
                ตัวอย่างของรายวิชาภูมิศาสตร์ที่จัดตามระบบเนื้อหาวิชา  และความสัมพันธ์กับองค์ความรู้ในสาขาภูมิศาสตร์กายภาพ  ประกอบด้วย
                1. ภูมิศาสตร์ดิน (soil geography) คือ  วิชาที่ศึกษาถึงลักษณะธรรมชาติและการกระจายของดินต่างๆในโลก
                2. ภูมิศาสตร์พืช (phytogeography or plant geography) คือ วิชาที่ศึกษาพืชพรรณในถิ่นต่างๆของโลก  โดยพิจารณาสภาพภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องหรือมีผลต่อพืชนั้นๆ
                3. ภูมิศาสตร์สัตว์ (zoogeography) คือ  วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ใน  ปัจจุบันมีแนวการศึกษาเป็น  2  ทาง  คือ  ทางภูมิภาค  และทางประวัติความเป็นมาของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในถิ่นต่างๆของโลก  นักภูมิศาสตร์สาขานี้จำเป็นต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับวิชาสัตววิทยา  ชีววิทยา  และวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นรากฐานวิชาภูมิศาสตร์สัตว์
                4. ภูมิศาสตร์แร่ (mineral geography)  คือ  วิชาที่ศึกษาแร่และหินในภูมิภาคต่างๆของโลก
                5. ธรณีวิทยาเบื้องต้น (introduction to geography)  คือ  วิชาที่ศึกษาประวัติและลักษณะโครงสร้างของเปลือกโลก  หินประเภทต่างๆ  ซึ่งประกอบเป็นเปลือกโลก  คุณสมบัติของหิน  และยุคทางธรณีวิทยา
                6. ธรณีวิทยาทั่วไป  (general geography)  คือ วิชาที่ศึกษาถึงธรณีกายภาพ  แร่งธาตุ  หิน  และธรณีโครงสร้าง
                7. ธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphology) คือ  วิชาที่ศึกษาโครงสร้างและลักษณะกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง  และวิวัฒนาการของภูมิลักษณ์  ทฤษฎีที่อธิบายลักษณะการเปลี่ยนแปลงภูมิลักษณ์
                8. อุตุนิยมวิทยา (meterology)  คือ  วิชาที่ศึกษาสภาพลักษณะของบรรยากาศที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลก  เช่น  การพยากรณ์อากาศ  ซึ่งมีผลกระทบต่อการคมนาคมขนส่งการเกษตร  และการทหาร
                9. ภูมิอากาศวิทยา (climatology) คือ วิชาที่ศึกษากระบวนการของพลังงานจากดวงอาทิตย์  อุณหภูมิ  ความกดอากาศ  และความชื้น  ลักษณะและการกระจายของภูมิอากาศ  ความรู้เกี่ยวกับแผนที่รายงานอากาศ   การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอากาศ  รวมทั้งอิทธิพลของภูมิอากาศที่มีต่อกิจกรรมทางสังคม
                10. อุทกภูมิศาสตร์ (hydrogeography)  คือ  วิชาที่ศึกษาน้ำบนพื้นโลก  การหมุนเวียนและปัญหาที่เกิดขึ้นจากน้ำ  รวมทั้งด้านสมุทรศาสตร์ (oceanography) ที่ศึกษาเกี่ยวกับทะเล  และมหาสมุทรอย่างละเอียด
                11. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  (conservation of nutural resources) คือ วิชาที่ศึกษาถึงแหล่งและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  โดยเน้นถึงผลอันเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรที่ขาดความระมัดระวัง  การศึกษาถึงหลักเกณฑ์และมาตรการต่างๆ ของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้น
                12. ภูมิศาสตร์ชีวะ (biogeography)  คือ  วิชาที่ศึกษาภาวะสำคัญทางภูมิศาสตร์  พืชและสัตว์  โดยเฉพาะในทางลักษณะหน้าที่  การกระจาย  การจัดตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม
                นอกจากนี้ยังมีการศึกษาถึงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทางภูมิศาสตร์  วิธีการสถิติทางภูมิศาสตร์  และเทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์


วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

การตั้งถิ่นฐานและภูมินิเวศ

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย (Human settlement)  
เปนการบุกเบิกและเขาอยูอาศัยในพื้นที่ของโลก เปนกระบวนการที่ไมหยุดนิ่ง
(dynamic) เปนการปรับตัวของมนุษยเขากับสิ่งแวดลอมตามธรรมชาติ  สภาพแวดลอมทาง
ภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอมทางวัฒนธรรม  การตั้งถิ่นฐานอาจเปนการตั้งถิ่นฐานช่วคราวหรือการ
ตั้งถิ่นฐานถาวร โดยการตั้งถิ่นฐานจะแตกตางกันตามความเจริญกาวหนาของแตละประเทศ การ
ประกอบอาชีพ ขนบธรรมเนียมประเพณี
สํานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติ (2521) ไดใหความหมายของการตั้งถิ่น
ฐานวาเปนการแสดงออกซึ่งความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอมในเชิงประสานเกื้อกูล                                    มีบทบาทสําคัญตอมนุษยในฐานะที่เปนจุดกําเนิด ระบบสังคม การปกครอง และวัฒนธรรม
 การตั้งถิ่นฐานจะอยูไดในการพัฒนาภายใตเงื่อนไข 4 อยางคือ
1. ตอบสนองความตองการพื้นฐานดานตางๆ ของมนุษยไดอยางเพียงพอ
2. รักษาสมดุลกับสิ่งแวดลอมและทรัพยากรตางๆ ได
3. มีความเสมอภาคทางสังคม
4. มนุษยสามารถดํารงชีวตอยูไดอยางมีศักดิ์ศรีและคุณคาความเปนมนุษย
หรืออาจหมายถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอมอันเนนที่กําบัง (shelter) ที่
อาศัย(habitat) ตลอดจนสิ่งอํานวยความสะดวกที่มนุษยสรางขึ้นมา รวมถึงการศึกษารูปแบบ
การกระจาย และประเภทของการตั้งถิ่นฐาน (Jone,1964) สําหรับแบรกและเวป ไดให
ความหมายวาเปนการสรางบานเรือนที่อยูอาศัยความสะดวกสบายที่คิดคนขึ้นมาเมื่อมนุษยได
ตั้งตัวอยูเปนหลักแหลง การตั้งถิ่นฐานจึงประกอบดวยมนุษยอาคารบานเรือน ถนน และแนวรั้วและยังรวมถึงบทบาทหนาที่ของแหลงตั้งถิ่นฐานที่เปนผลรวมของวัฒนธรรมทําใหมีสังคม
แตกตางไปจากสังคมอื่น (Broek และ Webb,1968 อางในฉัตรชัย,2536) หรือสตามความหมาย
ของดอกซิอาดิสไดใหความหมายของการตั้งถิ่นฐานวาการจัดรูปพื้นที่โดยมนุษยเพื่อมนุษยเพื่อ
การอยูรอดของมนุษยและยกระดับความเปนอยูใหดีขึ้น ตองอาศัยมิติของเวลาและสถานที่ ตอง
พิจารณาจากเกณฑ 5 ประการคือ มนุษยสังคม สภาพแวดลอม ที่อยูอาศัย และโครงสราง
พื้นฐาน(Doxiadis,1976 อางในฉัตรชัย,2536) และนักภูมิศาสตรชาวแคนาดาใหความหมายของ
การตั้งถิ่นฐานวาเปนสถานที่ที่มนุษยสรางขึ้นเพื่อรวมกันใชทรัพยากรที่มีอยางจํากัด พื้นที่ดัง
กลาวคือระบบนิเวศที่มีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะความอุดมสมบูรณของแตละพื้นที่มีความ
แตกตางกัน (Dansereau,1978 อางในฉัตรชัย,2536)
ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานมนุษย ึจงเปนการรวมกลุมของมนุษยที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการใช
ทรัพยากรในการดํารงชีวิต มีบทบาทหนาที่ของแหลงที่ตั้งทําใหเกิดวัฒนธรรมที่มีความแตกตาง
กัน

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

สภาพภูมิศาสตร์ที่ราบลุ่มแม่น้ำ

       แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งที่สำคัญ เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ คนที่อยู่ริมน้ำอาศัยน้ำในการอุปโภคบริโภค เป็นแหล่งสัตว์น้ำ แร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ทองคำ ดีบุก เรือนที่ปลูกริมแม่น้ำหรือน้ำขึ้นถึงมักเป็นเรือนใต้ถุนสูง การปลูกเรือนต้องให้ถูกทิศทางแสงและลม บางคนอยู่ในเรือนแพ วัสดุที่ใช้ในการปลูกเรือน แต่ก่อนใช้ไม้เพราะว่าหาง่าย 
       ตามปกติการอยู่ริมแม่น้ำจะสะดวกในการคมนาคมสัญจรไปมา แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป หมู่บ้านที่อยู่ริมแม่น้ำ เช่น หมู่บ้านริมแม่น้ำโขงบางแห่งกลับเป็นที่ไกล คมนาคมเดินทางถึงได้ยากเพราะฝั่งน้ำสูงชันและน้ำไหลเชี่ยวเป็นแก่งไม่สามารถขยายที่ทำกินได้ แต่เดิมคนมาตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ ต่อมาขยายใหญ่ขึ้น และกลายเป็นหมู่บ้านในเขตอุทยานแห่งชาติ 
        การปลูกข้าวขึ้นน้ำในที่ราบลุ่มแม่น้ำหมดไปเมื่อมีการชลประทาน ที่ราบลุ่มแม่น้ำมักจะอุดมสมบูรณ์เนื่องจากแม่น้ำนำสิ่งแขวนลอย (alluviam)ที่เป็นปุ๋ยสำหรับพืช 
        เมื่อมีชุมชนเกิดขึ้น การใช้น้ำตามธรรมชาติในการเพาะปลูกย่อมไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการควบคุมน้ำ และต้องมีข้อกำหนดเพื่อให้คนในชุมชนได้ใช้ทั่วถึง วิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้น ๆ ก็จะอยู่ในกรอบการปกครองและกรอบของกฏหมาย 
        คนที่อาศัยริมน้ำยังใช้น้ำเป็นที่ทิ้งของโสโครก เพื่อให้น้ำเป็นระบบกำจัดขยะโดยธรรมชาติ และมักจะมีพิธีขอสมาลาโทษแม่คงคา ปัจจุบันเมื่อมีจำนวนคนและของเสีย มากขึ้น แม้ว่าจะมีพิธีอะไรก็ช่วยไม่ได้ ต้องมีระบบขจัดน้ำเสียและไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง ทั้งขยะจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและโรงงานอุตสาหกรรม 


สภาพภูมิศาสตร์ภูเขา

       ผู้ที่ศึกษาทางภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยาและธรณีสัณฐานวิทยา อาจจะพอมองออกว่าภูเขาแต่ละลูกมีกำเนิดอย่างไร เป็นหินประเภทใด เช่น ดอยอินทนนท์ เกิดจากการแทรกดัน ของหินอัคนีประเภทหินแกรนิตขึ้นมา มีส่วนที่หักกร่อนหรือน้ำกัดกร่อน เมื่อหินผุกร่อนก็จะกลายเป็นดินและมีพืชพรรณธรรมชาติเจริญเติบโตได้ 
       ภูเขาเป็นทิวทัศน์ที่งดงาม มักมีคนไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ชมธรรมชาติภูเขา หรือถ้ำซึ่งมีหินงอกหินย้อย พื้นที่ที่มีถ้ำส่วนมากเป็นพื้นที่หินปูน เรียกว่า ภูมิประเทศแบบ คาร์สต์ (Karst) ปัจจุบันผู้ที่ใกล้พื้นที่ภูเขาอาจจะมีวิถีชีวิตในการหารายได้ส่วนหนึ่งจากการท่องเที่ยวได้ ถ้าทำความเข้าใจกันอย่างดีแล้ว บุคคลเหล่านี้จะช่วยในการอนุรักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มนุษย์โบราณที่ยังไม่มีเทคโนโลยีในการสร้างบ้าน มักอาศัยอยู่ในถ้ำ มีวิถีชีวิตในการล่าสัตว์หาของป่า 
        ภูเขามักจะบังทิศทางลม ยอดเขาเป็นที่สะสมความชื้น ทำให้บรรยากาศบริเวณภูเขาแตกต่างกันทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้กัน ส่งผลให้พืชพรรณธรรมชาติพืชที่ผู้อยู่อาศัย ปลูกแตกต่างกันคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่จึงมีวิถีชีวิตที่ต่างกันด้วย 
        ภูเขาสูงเป็นอุปสรรคในการคมนาคมขนส่ง ประเทศที่มีภูเขามากมาย เมื่อทำถนนหรือสร้างทางรถไฟก็ต้องเจาะอุโมงค์ ซึ่งไม่สามารถทำได้ทุกแห่ง ผู้ที่อาศัยอยู่ที่สูง มักมีเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และวัฒนธรรมต่างกัน รวมทั้งแตกต่างจากคนพื้นราบด้วย มีวิถีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษ เช่น เดินบนที่สูงชันได้คล่องแคล่ว การเพาะปลูกมักทำไร่เลื่อนลอย สมัยโบราณที่มีที่ดินมากคนน้อย พืชธรรมชาติสามารถกลับคืนได้ แต่ในปัจจุบันมีปัญหาในหลายที่และก่อให้เกิดน้ำกัดเซาะ (water erosion) นอกจากความคิดเรื่องเขตแดน ของผู้ที่อาศัยบนเขาแตกต่างจากคนพื้นราบแล้ว ปัจจุบันสภาพภูมิศาสตร์ภูเขายังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหารและบริการของทาง ราชการ เช่น การศึกษาและการรักษาพยาบาล การจัดตลาดการค้าสินค้าการเกษตรและหัตถกรรมก็ทำได้ยากเช่นกัน และมีโรคร้าย เช่น มาเลเรีย ซึ่งมักเกิดในป่าทึบ อาจจะมียาพื้นบ้าน แต่ไม่ค่อยได้ผล บางคนมาทำงาน ในเมือง เปลี่ยนวิถีชีวิต บ้างประสบความสำเร็จ แต่บ้างก็ล้มเหลว การตัดไม้เพื่อหักร้างถางพงแต่ก่อนนี้ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพน้อย จึงไม่ทำลายล้างอย่างรวดเร็ว ดังเช่นปัจจุบัน การแก้ปัญหาเรื่องปลูกพืชเสพติดด้วยการใช้วิธีปลูกพืชทดแทน ได้แก่ พืชเมืองหนาว พืชที่มีราคาสูง นอกจากนั้นการทำนาขั้นบันได ซึ่งในเมืองไทยไม่มีวิถีชีวิต เช่นนี้อย่างในฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซีย อาจเป็นเพราะชุมชนมักเคลื่อนที่ 

ภูมิศาสตร์กับวิถีชีวิตไทย

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้นิยามคำ ภูมิศาสตร์ ไว้ว่าเป็นวิชาที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติกับสังคมที่ปรากฎ ในดินแดนต่างๆ ของโลก แบ่งเป็นหลายแขนงวิชา เช่น ภูมิศาสตร์กายภาพ ภูมิศาสตร์การเกษตร ภูมิศาสตร์การเมืองหรือที่เรียกกันว่าภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประชากรภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ 
       จากนิยามนี้เห็นได้ว่า ภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่มีเนื้อหากว้างขวางมากเกี่ยวข้องกับพื้นพิภพ ที่ตั้ง ระยะทาง สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศในที่ต่าง ๆห้วงน้ำ สภาพธรรมชาติ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ รวมทั้งมนุษย์และมีอิทธิพลต่อสภาพความเป็นอยู่ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ขนบประเพณีของคนเรา ทั้งหมดนี้ถือเป็น ภูมิศาสตร์ทั้งสิ้น 
       สำหรับคำว่าวิถีชีวิตไทยนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าคือ ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น คนต้องรับประทานอาหารต้องมีบ้านเรือนหรือที่อยู่อาศัย มีเครื่องนุ่งห่ม เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องได้รับการรักษาดูแล และเพื่อให้ได้ความรู้ที่จะดำรงชีวิตก็ต้องเล่าเรียน ต้องทำมาหากินเพื่อหาเลี้ยงชีพ ต้องการเครื่องประเทืองใจ ความรู้สึกนึกคิด เครื่องยึดเหนี่ยว ทางจิตใจ เป็นต้น ความเป็นอยู่ของคนในประเทศไทยมีหลากหลาย ผู้ที่ศึกษาวิเคราะห์ จะต้องมีกรณีศึกษาเป็นพิเศษ ไม่สามารถศึกษาสังคมเพียงแห่งเดียว แล้วกล่าวว่านี่คือ วิถีชีวิตไทย 
คนเราจะมีความเป็นอยู่หรือวิถีชีวิตเช่นไรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน 
       ๑. สภาพภูมิศาสตร์หรือธรรมชาติ จะเป็นตัวกำหนดว่าผู้อยู่บริเวณนั้น ๆ จะตั้งถิ่นฐานและตั้งบ้านเรือนอย่างไร ใช้วัสดุอะไรสร้างเรือน เรือนจะหันหน้าไปทิศใด นุ่งห่มเสื้อผ้าอะไร ประกอบอาชีพอย่างไร บริโภคอาหารชนิดใด เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยล้มตายจะจัดการอย่างไร 
       ๒. วัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมทางการเมือง วัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ ประเพณีที่สืบทอดกันมา ฯลฯ รวมทั้งการมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และทางเทคโนโลยีมาช่วยทำให้ มนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนดัดแปลงธรรมชาติให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ ดังนั้นผู้ที่อยู่ในสภาพภูมิศาสตร์ที่คล้ายคลึงกันก็ไม่จำเป็นจะต้องมีวิถี ชีวิตเหมือนกัน เพราะมีวัฒนธรรมประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาต่างกัน มีเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้ความเป็นอยู่สบายขึ้น สูงต่ำไม่เท่ากัน เทคโนโลยีมีส่วนสร้างความเปลี่ยนแปลง ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม 
       ๓. การตัดสินใจของบุคคล อาจจะเป็นผู้นำหรือคนในสังคมนั้น ๆ แต่ละบุคคลมีความรู้ สติปัญญา ไหวพริบ ความสามารถ ประสบการณ์ เหตุผลส่วนตัวที่แตกต่างกัน 

       ในการประชุมคราวนี้เราพูดถึงปัจจัยข้อแรกคือ ปัจจัยภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว ในการศึกษาภูมิศาสตร์ สิ่งที่สำคัญมากคือ การจำลองสภาพ ภูมิศาสตร์และเหตุที่กำหนดความเป็นอยู่ของมนุษย์ลงในแผ่นกระดาษเรียกว่า การทำแผนที่ หรืออาจใช้อุปกรณ์ประมวลความรู้ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เก็บรวบรวมข้อมูลทุกๆ ประเภทไว้เป็นระบบสำหรับการสืบค้นนำไปใช้ วิธีการนี้เราเรียกกันว่า ระบบข้อสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System – GIS) การใช้ GIS นี้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิถีชีวิตของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ อย่างมาก เมื่อเก็บข้อมูลและวิเคราะห์แล้ว เราสามารถใช้ความรู้หรือสารสนเทศนี้ในการพัฒนาท้องที่ หรือช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ 
       เมื่อเราเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ รถไฟ หรือเครื่องบิน เราจะมีโอกาสเห็นสภาพภูมิประเทศ เห็นความสูงต่ำของพื้นที่ และเข้าใจได้ว่าภูมิประเทศแต่ละอย่าง ทำให้คนที่อยู่ในที่นั้นมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันอย่างไร สังเกตได้จากกิจกรรมการงานอาชีพที่คนเหล่านั้นกระทำ เช่น ปลูกข้าว ทำไร่ หรือทำสวนยาง อาจเห็นได้ว่าพืชพรรณ ที่ปลูกก็มีความสัมพันธ์กับพืชธรรมชาติเช่นกัน หรือถ้าหากเราไม่ได้เข้าไปเห็นพื้นที่นั้นเอง เราก็ยังศึกษาได้จากอุปกรณ์หลายประเภทเช่น ภาพถ่ายทางอากาศ หรือภาพดาวเทียม

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ( Geographic Information System ) GIS



ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Information System : GIS คือกระบวนการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กำหนดข้อมูลและสารสนเทศ ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ สัมพันธ์กับตำแหน่งในแผนที่ ตำแหน่ง เส้นรุ้ง เส้นแวง ข้อมูลและแผนที่ใน GIS เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศที่อยู่ในรูปของตารางข้อมูล และฐานข้อมูลที่มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS และทำให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับเวลาได้ เช่น การแพร่ขยายของโรคระบาด การเคลื่อนย้าย ถิ่นฐาน การบุกรุกทำลาย การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปลและสื่อความหมาย ใช้งานได้ง่าย 
GIS เป็นระบบข้อมูลข่าวสารที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แต่สามารถแปลความหมายเชื่อมโยงกับสภาพภูมิศาสตร์อื่นๆ สภาพท้องที่ สภาพการทำงานของระบบสัมพันธ์กับสัดส่วนระยะทางและพื้นที่จริงบนแผนที่ ข้อแตกต่างระหว่าง GIS กับ MIS นั้นสามารถพิจารณาได้จากลักษณะของข้อมูล คือ ข้อมูลที่จัดเก็บใน GIS มีลักษณะเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ที่แสดงในรูปของภาพ (graphic) แผนที่ (map) ที่เชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงบรรยาย (Attribute Data) หรือฐานข้อมูล (Database)การเชื่อมโยงข้อมูลทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน จะทำให้ผู้ใช้สามารถที่จะแสดงข้อมูลทั้งสองประเภทได้พร้อมๆ กัน เช่นสามารถจะค้นหาตำแหน่งของจุดตรวจวัดควันดำ - ควันขาวได้โดยการระบุชื่อจุดตรวจ หรือในทางตรงกันข้าม สามารถที่จะสอบถามรายละเอียดของ จุดตรวจจากตำแหน่งที่เลือกขึ้นมา ซึ่งจะต่างจาก MIS ที่แสดง ภาพเพียงอย่างเดียว โดยจะขาดการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกับรูปภาพนั้น เช่นใน CAD (Computer Aid Design) จะเป็นภาพเพียงอย่างเดียว แต่แผนที่ใน GIS จะมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ คือค่าพิกัดที่แน่นอน ข้อมูลใน GIS ทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงบรรยาย สามารถอ้างอิงถึงตำแหน่งที่มีอยู่จริงบนพื้นโลกได้โดยอาศัยระบบพิกัดทาง
ตำแหน่งจริงบนพื้นโลกหรือในแผนที่ เช่น ตำแหน่งอาคาร ถนน ฯลฯ สำหรับข้อมูล GIS ที่จะอ้างอิงกับข้อมูลบนพื้นโลกได้โดยทางอ้อมได้แก่ ข้อมูลของบ้าน(รวมถึงบ้านเลขที่ ซอย เขต แขวง จังหวัด และรหัสไปรษณีย์) โดยจากข้อมูลที่อยู่ เราสามารถทราบได้ว่าบ้านหลังนี้มีตำแหน่งอยู่ ณ ที่ใดบนพื้นโลก เนื่องจากบ้านทุกหลังจะมีภูมิศาสตร์ (Geocode) ซึ่งจะสามารถอ้างอิงได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ข้อมูลใน GIS ที่อ้างอิงกับพื้นผิวโลกโดยตรง หมายถึง ข้อมูลที่มีค่าพิกัดหรือมีที่อยู่ไม่ซ้ำกัน

ลักษณทางภูมิศาสตร์

ลักษณทางภูมิศาสตร์
ภูมิประเทศ